Title : กรณีต้นมะม่วง
Auther : Zan~Naz
Auther’s talk : ผมไม่ได้คิดจะพาดพิงถึงอะไรทั้งสิ้นนะครับ ^^ ถ้าท่านอ่านแล้วรู้สึกว่ามันเหมือนหรือคล้ายกับอะไรนั่นก็คือคิดกันไปเองทั้งนั้น!!~
แสงแดดอ่อนๆยามเช้ากับสายลมพัดที่มาแผ่วๆพาให้บรรยากาศของศาลาริมน้ำดูร่มรื่น เด็กสาวคนหนึ่งนั่งเกาะพนักเก้าอี้เหม่อมองตามหลังชายหนุ่มที่กำลังพายเรือจากไป ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ
ชายหนุ่มที่เพิ่งพายเรืออกไปนั้นคือพี่สินทร์ เป็นพี่ชายที่ใบพลูรักและสนิทด้วยมากๆคนหนึ่ง ตอนนี้พี่สินทร์กำลังมีเรื่องทุกข์ใจอย่างมาก มากจนต้องถ่อเรือมานั่งระบายให้ใบพลูฟัง
เด็กสาวยังจำได้ดีถึงเมื่อเช้านี้ตอนที่พี่สินทร์มาเรียกเธอที่ท่าน้ำ ไหล่แข็งแรงนั่นดูห่อลู่ลง ใบหน้าก็ดูซีดเซียวไม่เหมือนเดิม ใบพลูถึงกับตกใจนึกว่าพี่สินทร์ป่วยหนักเสียแล้ว ก่อนที่ชายหนุ่มจะโบกมือพลางส่งยิ้มน้อยๆให้เป็นเชิงปฏิเสธ แล้วขึ้นมานั่งบนศาลาริมน้ำแล้วเอ่ยถามออกมาคำหนึ่ง
“พลูจำต้นมะม่วงข้างบ้านพี่ต้นนั้นได้มั้ย?
ไอ้มะเหน่งมันจะล้อมรั้วไปเป็นของบ้านมันแล้ว”
ใบพลูรู้พอๆกับที่คนเค้ารู้กันอยู่ทั้งตำบลว่าบ้านของพี่สินทร์กับพี่มะเหน่งนั้นติดกันและมีต้นมะม่วงต้นนึงคั่นอยู่ตรงกลาง พี่สินทร์เล่าให้ฟังว่าแต่ก่อนสมัยปู่ของพี่สินทร์กับมะเหน่งนั้นก็ไม่เคยมีปัญหาอะไรกัน บ้านทั้งสองหลังถึงจะทะเลาะกันบ้างแต่ก็รักใคร่กันดี เดินเข้าวิ่งออกกันให้สบายใจ
“พี่ยังจำได้เลย ว่าตอนพี่เด็กๆ เด็กมากๆเลยน่ะ ยังเคยปีนไปเก็บมะม่วงมาฉีกกินกับไอ้มะเหน่งมันเลย”
แต่ต่อมาหลังจากที่ปู่ของมะเหน่งตายไป ที่สวนของบ้านมะเหน่งก็โดนคุณนายน้ำอบยึดไป ตอนนั้นพ่อของมะเหน่งยังพยายามวิ่งหาหยิบยืมเงินไปทั่วตำบลเพื่อเอามาขัดดอกแทบตาย แต่สุดท้ายน้ำน้อยก็ต้องแพ้ไฟ เมื่อคุณนายน้ำอบจะยึดให้ได้ ใครเล่าจะกล้าให้บ้านมะเหน่งยืมเงิน?
“ในตอนนั้นพ่อพี่บอกว่า ที่ไม่มีใครกล้าช่วยบ้านไอ้มะเหน่งมัน ก็เพราะถ้าขืนใครเข้าไปยุ่งสิ ได้โดนคุณนายน้ำอบหมายหัวเป็นรายต่อไปแน่ แค่นี้ที่ทางก็จะไม่พอทำกินกันอยู่แล้ว”
พูดแล้วใบพลูก็พอจะเข้าใจ ถึงตอนนั้นใบพลูจะยังเป็นแค่เด็กเล็กๆก็เถอะ แต่กิตติศัพท์ของคุณนายน้ำอบน่ะดังมาถึงตอนนี้เลยเชียวนะ ถึงตอนนี้จะนั่งนับเงินอยู่ที่บ้านอย่างเดียวแล้วยกหน้าที่ให้ลูกชายตัวเองทำแทนก็เหอะ ยังไงก็ยังไม่มีใครกล้ายุ่งเรื่องของคุณนายอยู่ดีแหล่ะ
อย่าว่าแต่ช่วงเวลาที่คุณนายน้ำอบยังออกเก็บดอกเบี้ยเองอยู่เลย ...............
.........ให้เลือกได้ใบพลูก็ไม่ยุ่ง........
แต่ตอนนั้นเอง ต้นมะม่วงที่อยู่ระหว่างบ้านพี่สินทร์กับมะเหน่งก็กลายเป็นปัญหาขึ้นมา เพราะสองบ้านนี้ไม่มีรั้วบ้านกั้นระหว่างกัน ที่จริงแล้วอย่าว่าแต่บ้านสองหลังนี้เลย
ไม่มีใครล้อมรั้วบ้านกันทั้งตำบลนั่นแหล่ะ ยกเว้นแต่บ้านของพ่อกำนันกับบ้านคุณนายน้ำอบน่ะ
คุณนายน้ำอบที่ชอบกินมะม่วงมากๆ ก็เลยถือโอกาสบอกว่า มะม่วงต้นนี้เป็นของบ้านมะเหน่งซะเลย!!
“ตอนนั้นพ่อพี่บอกว่า คงป็นเพราะบาปกรรมที่เราไม่ยอมช่วยเค้า ทำให้เราต้องโดนยึดที่ดินของตัวเองไปบ้าง แต่ก็ทนๆเอาเถอะ ดีกว่าเสียบ้านไปทั้งหลังแบบมะเหน่งมันนั่นแหล่ะ!!”
พี่สินทร์พูดพลางถอนหายใจ ใบหน้ายังคงกลัดกลุ้ม ใบพลูดูหน้าพี่สินทร์แล้วก็รู้สึกได้ว่า พี่สินทร์เองถ้าเลือกได้ ตอนนั้นคงไม่ยอมยกต้นมะม่วงให้คุณนายน้ำอบแน่ๆ!
“แล้วยังไงต่ออ่ะจ๊ะพี่สินทร์ ใบพลูเห็นพี่สินทร์เล่ามาตั้งนานแล้ว ยังไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับมะเหน่งเลยซักนิด....” .......เห็นเกี่ยวแต่กับปู่มะเหน่งกะพ่อมะเหน่ง.............
คำถามของเจ้าตัวทำเอาอีกฝ่ายแย้มหัวเราะออกมาได้บ้าง ความไร้เดียงสาของเด็กสาวทำให้เขารู้สึกอารมณ์ดีหลังจากที่รู้สึกแย่มาหลายวัน
“แป๊บนึงสิพลู เรื่องนี้มันยาว ก็ต้องเท้าความกันยาวหน่อยล่ะจ๊ะ”
“อย่ายาวมากล่ะพี่สินทร์ เดี๋ยวใบพลูหลับซะก่อน พี่สินทร์มาเรียกซะเช้าเลย พลูง๊วงง่วง” ไม่พูดเปล่ายังแถมท่าขยี้ตาประกอบ
ชายหนุ่มเพียงหัวเราะกับท่าทางของอีกฝ่าย ดวงตาเหม่อมองออกไปตามสายน้ำ ก่อนจะเอ่ยเล่าเรื่องราวต่อ
หลังจากนั้นไม่นานพ่อของมะเหน่งก็วิ่งเต้นหาทางทำทุกอย่างให้ได้บ้านของตนคืนมา ประจวบกับว่าช่วงนั้นสรรพากรมาตรวจสอบพอดี คุณนายน้ำอบก็เลยต้องยอมคืนบ้านให้ครอบครัวของมะเหน่ง ซึ่งในตอนนั้นพ่อของมะเหน่งกับพ่อของพี่สินทร์ก็ได้มาตกลงกันเรื่องต้นมะม่วง
“........ตอนนั้นตกลงกันว่าต้นมะม่วงต้นนี้เป็นของทั้งสองบ้าน ใครจะเก็บผลกินหรือจะปลูกรดน้ำมันก็ได้ แต่ต้องเป็นต้นมะม่วงฝากที่อยู่ด้านบ้านตัวเองเท่านั้น.........”
แต่น่าเสียดายแทนบ้านพี่สินทร์ ที่ต้นมะม่วงเจ้าปัญหาต้นนี้มันดันขึ้นเอียงเข้าไปในฝั่งบ้านของมะเหน่งมากกว่า ในขณะที่โคนต้นชี้ไปทางบ้านพี่สินทร์ ทำให้สัดส่วนในการเก็บลูกมะม่วงกินของพวกพี่สินทร์ก็น้อยลงไปด้วย
แต่ทั้งสองบ้านก็อยู่กันได้ไม่มีปัญหาอะไรมาก็หลายปี.............จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้................
“........ไม่รู้ไอ้มะเหน่งมันไปคุยกับพวกลุงๆพี่อีท่าไหนก็ไม่รู้ จะมาล้อมรั้วบ้านเฉยเลย....!!”
พี่สินทร์พูดพลางส่ายหัวอย่างระอาใจ ใบพลูยังจำ‘พวกลุงๆ’ของพี่สินทร์ได้ ลุงของพี่สินทร์ชอบเรียกตัวเองว่า‘คนกรุงเทพ’ และเรียกพวกเราทุกคนว่า‘ไอ้บ้านนอก’ ใบพลูยังเคยนึกเลยว่า แล้วก่อนลุงจะเข้ากรุงเทพไปลุงไม่ได้อยู่ที่บ้านนอกนี่หรอกหรอ?
..........แต่ใบพลูก็ไม่เคยพูดออกไปหรอกนะ.......
ลุงของพี่สินทร์เป็นคนแปลกๆ คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านมองว่าลุงพี่สินทร์แปลก ถึงจะแต่งตัวดีดูภูมิฐาน แต่ก็ดูแปลกๆอยู่ดี ชอบกลับมาแล้วก็พูดอะไรแปลกๆ พี่สินทร์เองยังเคยกระซิบให้ใบพลูฟังว่าจริงๆแล้วที่ลุงแต่งตัวโก้ๆได้ขนาดนั้นเพราะว่าเงินที่บ้านพี่สินทร์ส่งให้ต่างหาก ลุงอยู่กรุงเทพไม่ได้รวยอะไรหรอก กลับมาเยี่ยมบ้านยังไม่เคยมีอะไรติดมือมาฝากเลย
.“ไม่เห็นเหมือนลุงไอ้รัฐ รายนั้นนอกจากจะมีของฝากแล้วยังให้คำแนะนำดีๆอีก เสียอย่างเดียวชอบทะเลาะกับพ่อไอ้รัฐมัน ไม่อย่างนั้นบ้านมันคงสงบสุขน่าดู”
ใบพลูฟังแล้วก็ไม่เข้าใจหรอกว่าบ้านแบบไหนเรียกว่าสงบสุข ถ้าถามใบพลูแล้ว ใบพลูว่าอยู่แบบบ้านใบพลูนี่แหล่ะมีความสุขที่สุดแล้ว
“ไอ้มะเหน่งมันบอกว่า ต้นมะม่วงเป็นของมันตั้งแต่สมัยคุณนายน้ำอบเป็นเจ้าของบ้านแล้ว ดังนั้นตอนนี้มันจะล้อมรั้วบ้าน ต้นมะม่วงก็ต้องเป็นของบ้านมันถึงจะถูก”
น่าแปลกที่มะเหน่งพูดแบบนั้น ลุงของพี่สินทร์ก็ดันไปเข้าข้างมะเหน่งเสียอีกแน่ะ?
........พิลึกจริงๆเลย........
“ตอนนี้ขนาดอิตำแยกับไอ้มะชดสองตัวที่นอนเฝ้าต้นมะม่วงมาตั้งแต่พ่อมันยังไม่ตาย มันยังเอาไม้ไล่ฟาดให้วิ่งหนีข้ามมาบ้านพี่เลย!!”
พี่สินทร์เอ่ยถึงสุนัขสองตัวที่อยู่ที่บ้านพี่สินทร์ตอนนี้ อิตำแยกับไอ้มะชดเป็นหมาไร้สัญชาติ จู่ๆมันก็โพล่มาที่ต้นมะม่วงแล้วก็ทำหน้าที่เป็นหมาเฝ้ายามต้นมะม่วงให้สองบ้านมาตลอด ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่จะเห็นว่ามันเป็นหมาของบ้านพี่สินทร์ก็เถอะ
“พี่ก็ไปฟ้องพ่อกำนันไว้แล้วแหล่ะนะ แต่ดูท่าว่าจะไม่ได้ผลแฮะ..........”
.....แต่จะว่าไปแล้วต้นมะม่วงต้นนั้นคนบ้านอื่นก็คิดว่าเป็นของบ้านมะเหน่งมาก็หลายคนอยู่แล้ว.....
สาวใบพลูได้แต่นึกในใจแต่ไม่กล้าพูดออกไปให้อีกฝ่ายฟัง
.....ก็บ้านพี่สินทร์ดันไม่เคยแสดงตัวว่าเป็นเจ้าของนี่นา..........มีแต่พี่มะเหน่งน่ะแหล่ะปีนมะม่วงขายทุกฤดูเลย แล้วคนที่เอาแต่รดน้ำพรวนดินต้นมะม่วงอย่างพี่สินทร์ ใครเค้าจะรู้ล่ะว่าเป็นเจ้าของด้วยน่ะ...............
แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่ทำให้พี่สินทร์ร้อนใจจะไม่ใช่แค่เรื่องต้นมะม่วง แต่เป็นที่สวนที่อยู่รอบๆต้นมะม่วงต่างหาก
“นี่วันนี้คุณนายน้ำอบแกก็พาลูกชายแก คนที่กำลังจะได้เป็นปลัดนั่นแหล่ะมาที่บ้านพี่ พี่ล่ะอยากรู้จริงๆว่าไอ้มะเหน่งมันไปทำอีท่าไหน ถึงได้คุณนายมาช่วยได้ขนาดนี้ ................”
เสียงของอีกฝ่ายค่อยๆแผ่วลง พร้อมๆกับดวงตาที่ค่อยๆเหม่อลอยออกไปไกลเรื่อยๆ เรื่องที่ดินทำกินมันเป็นปัญหาใหญ่ของคนในละแวกนี้อยู่แล้ว ยิ่งเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ที่ดินที่ไม่ได้มีการแบ่งเขตกันชัดเจนเพราะความไว้ใจกันของคนแก่สมัยก่อน ก็ยิ่งสร้างปัญหาให้กับลูกหลานมากขึ้นเท่านั้น
.
.
.
.
.
.
เด็กสาวยังคงมองไปตามลำน้ำกว้างถึงแม้อีกฝ่ายจะพายเรือลับหายไปตามคุ้งน้ำแล้วก็ตาม ใบพลูยังคงสงสัยว่าเรื่องที่บ้านพี่สินทร์จะเป็นเช่นไรต่อไป ในเมื่อตอนนี้รั้วก็ได้ถูกมะเหน่งล้อมไปแล้ว การที่พี่สินทร์จะไปรื้อรั้วบ้านมะเหน่งโดนที่ไม่โดนตำรวจจับมันคงจะยากน่าดู...........
..........แต่ใบพลูก็จะเอาใจช่วยพี่สินทร์นะ ……..
เด็กสาวเพียงคิดในใจก่อนนะผุดลุกขึ้นก้าวเดินกลับขึ้นไปบนบ้านเพื่อเตรียมตัวอาบน้ำและทำธุระของตนเองต่อไป................
--------------------------------------------------------------------
Free Talk :
อย่างที่บอกไปแล้วนะครับ ไม่ว่าจะอ่านแล้วคิดถึงอะไรก็ตาม มันก็แค่ความคิดของท่านเท่านั้น *-*/
--------------------------------------------------------------------
ลงครั้งแรกไปที่AFหมวดฟิคชั่น แล้วก็มีแมวตัวนึงบอกว่าให้เอามาลงบล็อคซะแล้วจะมาให้ดาว -3-
ผมเลยถือโอกาสมาอัพบล็อค(ที่ดองข้ามปี)ซะเลย 555
ถ้าไม่ให้นี่เคืองนะเฟร้ย - -+
ปล. ย้ำอีกครั้ง "อ่านแล้วคิดถึงอะไร นั่นก็คือความคิดของท่านนะครับ ผมไม่เกี่ยว"
edit @ 25 Jul 2008 02:16:19 by Zan~Naz