2008/Jul/24

Title : กรณีต้นมะม่วง
Auther : Zan~Naz
Auther’s talk : ผมไม่ได้คิดจะพาดพิงถึงอะไรทั้งสิ้นนะครับ ^^ ถ้าท่านอ่านแล้วรู้สึกว่ามันเหมือนหรือคล้ายกับอะไรนั่นก็คือคิดกันไปเองทั้งนั้น!!~

 

 


        แสงแดดอ่อนๆยามเช้ากับสายลมพัดที่มาแผ่วๆพาให้บรรยากาศของศาลาริมน้ำดูร่มรื่น เด็กสาวคนหนึ่งนั่งเกาะพนักเก้าอี้เหม่อมองตามหลังชายหนุ่มที่กำลังพายเรือจากไป ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ

        ชายหนุ่มที่เพิ่งพายเรืออกไปนั้นคือพี่สินทร์ เป็นพี่ชายที่ใบพลูรักและสนิทด้วยมากๆคนหนึ่ง ตอนนี้พี่สินทร์กำลังมีเรื่องทุกข์ใจอย่างมาก มากจนต้องถ่อเรือมานั่งระบายให้ใบพลูฟัง

        เด็กสาวยังจำได้ดีถึงเมื่อเช้านี้ตอนที่พี่สินทร์มาเรียกเธอที่ท่าน้ำ ไหล่แข็งแรงนั่นดูห่อลู่ลง ใบหน้าก็ดูซีดเซียวไม่เหมือนเดิม ใบพลูถึงกับตกใจนึกว่าพี่สินทร์ป่วยหนักเสียแล้ว ก่อนที่ชายหนุ่มจะโบกมือพลางส่งยิ้มน้อยๆให้เป็นเชิงปฏิเสธ แล้วขึ้นมานั่งบนศาลาริมน้ำแล้วเอ่ยถามออกมาคำหนึ่ง

 

“พลูจำต้นมะม่วงข้างบ้านพี่ต้นนั้นได้มั้ย?

ไอ้มะเหน่งมันจะล้อมรั้วไปเป็นของบ้านมันแล้ว”

 

        ใบพลูรู้พอๆกับที่คนเค้ารู้กันอยู่ทั้งตำบลว่าบ้านของพี่สินทร์กับพี่มะเหน่งนั้นติดกันและมีต้นมะม่วงต้นนึงคั่นอยู่ตรงกลาง พี่สินทร์เล่าให้ฟังว่าแต่ก่อนสมัยปู่ของพี่สินทร์กับมะเหน่งนั้นก็ไม่เคยมีปัญหาอะไรกัน บ้านทั้งสองหลังถึงจะทะเลาะกันบ้างแต่ก็รักใคร่กันดี เดินเข้าวิ่งออกกันให้สบายใจ


        “พี่ยังจำได้เลย ว่าตอนพี่เด็กๆ เด็กมากๆเลยน่ะ ยังเคยปีนไปเก็บมะม่วงมาฉีกกินกับไอ้มะเหน่งมันเลย”


        แต่ต่อมาหลังจากที่ปู่ของมะเหน่งตายไป ที่สวนของบ้านมะเหน่งก็โดนคุณนายน้ำอบยึดไป ตอนนั้นพ่อของมะเหน่งยังพยายามวิ่งหาหยิบยืมเงินไปทั่วตำบลเพื่อเอามาขัดดอกแทบตาย แต่สุดท้ายน้ำน้อยก็ต้องแพ้ไฟ เมื่อคุณนายน้ำอบจะยึดให้ได้ ใครเล่าจะกล้าให้บ้านมะเหน่งยืมเงิน?

        “ในตอนนั้นพ่อพี่บอกว่า ที่ไม่มีใครกล้าช่วยบ้านไอ้มะเหน่งมัน ก็เพราะถ้าขืนใครเข้าไปยุ่งสิ ได้โดนคุณนายน้ำอบหมายหัวเป็นรายต่อไปแน่ แค่นี้ที่ทางก็จะไม่พอทำกินกันอยู่แล้ว”

        พูดแล้วใบพลูก็พอจะเข้าใจ ถึงตอนนั้นใบพลูจะยังเป็นแค่เด็กเล็กๆก็เถอะ แต่กิตติศัพท์ของคุณนายน้ำอบน่ะดังมาถึงตอนนี้เลยเชียวนะ ถึงตอนนี้จะนั่งนับเงินอยู่ที่บ้านอย่างเดียวแล้วยกหน้าที่ให้ลูกชายตัวเองทำแทนก็เหอะ ยังไงก็ยังไม่มีใครกล้ายุ่งเรื่องของคุณนายอยู่ดีแหล่ะ

 

อย่าว่าแต่ช่วงเวลาที่คุณนายน้ำอบยังออกเก็บดอกเบี้ยเองอยู่เลย ...............

.........ให้เลือกได้ใบพลูก็ไม่ยุ่ง........


        แต่ตอนนั้นเอง ต้นมะม่วงที่อยู่ระหว่างบ้านพี่สินทร์กับมะเหน่งก็กลายเป็นปัญหาขึ้นมา เพราะสองบ้านนี้ไม่มีรั้วบ้านกั้นระหว่างกัน ที่จริงแล้วอย่าว่าแต่บ้านสองหลังนี้เลย


ไม่มีใครล้อมรั้วบ้านกันทั้งตำบลนั่นแหล่ะ ยกเว้นแต่บ้านของพ่อกำนันกับบ้านคุณนายน้ำอบน่ะ


        คุณนายน้ำอบที่ชอบกินมะม่วงมากๆ ก็เลยถือโอกาสบอกว่า มะม่วงต้นนี้เป็นของบ้านมะเหน่งซะเลย!!

        “ตอนนั้นพ่อพี่บอกว่า คงป็นเพราะบาปกรรมที่เราไม่ยอมช่วยเค้า ทำให้เราต้องโดนยึดที่ดินของตัวเองไปบ้าง แต่ก็ทนๆเอาเถอะ ดีกว่าเสียบ้านไปทั้งหลังแบบมะเหน่งมันนั่นแหล่ะ!!”

        พี่สินทร์พูดพลางถอนหายใจ ใบหน้ายังคงกลัดกลุ้ม ใบพลูดูหน้าพี่สินทร์แล้วก็รู้สึกได้ว่า พี่สินทร์เองถ้าเลือกได้ ตอนนั้นคงไม่ยอมยกต้นมะม่วงให้คุณนายน้ำอบแน่ๆ!

 

        “แล้วยังไงต่ออ่ะจ๊ะพี่สินทร์ ใบพลูเห็นพี่สินทร์เล่ามาตั้งนานแล้ว ยังไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับมะเหน่งเลยซักนิด....” .......เห็นเกี่ยวแต่กับปู่มะเหน่งกะพ่อมะเหน่ง.............

        คำถามของเจ้าตัวทำเอาอีกฝ่ายแย้มหัวเราะออกมาได้บ้าง ความไร้เดียงสาของเด็กสาวทำให้เขารู้สึกอารมณ์ดีหลังจากที่รู้สึกแย่มาหลายวัน

        “แป๊บนึงสิพลู เรื่องนี้มันยาว ก็ต้องเท้าความกันยาวหน่อยล่ะจ๊ะ”

        “อย่ายาวมากล่ะพี่สินทร์ เดี๋ยวใบพลูหลับซะก่อน พี่สินทร์มาเรียกซะเช้าเลย พลูง๊วงง่วง” ไม่พูดเปล่ายังแถมท่าขยี้ตาประกอบ

        ชายหนุ่มเพียงหัวเราะกับท่าทางของอีกฝ่าย ดวงตาเหม่อมองออกไปตามสายน้ำ ก่อนจะเอ่ยเล่าเรื่องราวต่อ

 

        หลังจากนั้นไม่นานพ่อของมะเหน่งก็วิ่งเต้นหาทางทำทุกอย่างให้ได้บ้านของตนคืนมา ประจวบกับว่าช่วงนั้นสรรพากรมาตรวจสอบพอดี คุณนายน้ำอบก็เลยต้องยอมคืนบ้านให้ครอบครัวของมะเหน่ง ซึ่งในตอนนั้นพ่อของมะเหน่งกับพ่อของพี่สินทร์ก็ได้มาตกลงกันเรื่องต้นมะม่วง

        “........ตอนนั้นตกลงกันว่าต้นมะม่วงต้นนี้เป็นของทั้งสองบ้าน ใครจะเก็บผลกินหรือจะปลูกรดน้ำมันก็ได้ แต่ต้องเป็นต้นมะม่วงฝากที่อยู่ด้านบ้านตัวเองเท่านั้น.........”


        แต่น่าเสียดายแทนบ้านพี่สินทร์ ที่ต้นมะม่วงเจ้าปัญหาต้นนี้มันดันขึ้นเอียงเข้าไปในฝั่งบ้านของมะเหน่งมากกว่า ในขณะที่โคนต้นชี้ไปทางบ้านพี่สินทร์ ทำให้สัดส่วนในการเก็บลูกมะม่วงกินของพวกพี่สินทร์ก็น้อยลงไปด้วย

        แต่ทั้งสองบ้านก็อยู่กันได้ไม่มีปัญหาอะไรมาก็หลายปี.............จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้................

        “........ไม่รู้ไอ้มะเหน่งมันไปคุยกับพวกลุงๆพี่อีท่าไหนก็ไม่รู้ จะมาล้อมรั้วบ้านเฉยเลย....!!”

        พี่สินทร์พูดพลางส่ายหัวอย่างระอาใจ ใบพลูยังจำ‘พวกลุงๆ’ของพี่สินทร์ได้ ลุงของพี่สินทร์ชอบเรียกตัวเองว่า‘คนกรุงเทพ’ และเรียกพวกเราทุกคนว่า‘ไอ้บ้านนอก’ ใบพลูยังเคยนึกเลยว่า แล้วก่อนลุงจะเข้ากรุงเทพไปลุงไม่ได้อยู่ที่บ้านนอกนี่หรอกหรอ?


..........แต่ใบพลูก็ไม่เคยพูดออกไปหรอกนะ.......


        ลุงของพี่สินทร์เป็นคนแปลกๆ คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านมองว่าลุงพี่สินทร์แปลก ถึงจะแต่งตัวดีดูภูมิฐาน แต่ก็ดูแปลกๆอยู่ดี ชอบกลับมาแล้วก็พูดอะไรแปลกๆ พี่สินทร์เองยังเคยกระซิบให้ใบพลูฟังว่าจริงๆแล้วที่ลุงแต่งตัวโก้ๆได้ขนาดนั้นเพราะว่าเงินที่บ้านพี่สินทร์ส่งให้ต่างหาก ลุงอยู่กรุงเทพไม่ได้รวยอะไรหรอก กลับมาเยี่ยมบ้านยังไม่เคยมีอะไรติดมือมาฝากเลย

        .“ไม่เห็นเหมือนลุงไอ้รัฐ รายนั้นนอกจากจะมีของฝากแล้วยังให้คำแนะนำดีๆอีก เสียอย่างเดียวชอบทะเลาะกับพ่อไอ้รัฐมัน ไม่อย่างนั้นบ้านมันคงสงบสุขน่าดู”

        ใบพลูฟังแล้วก็ไม่เข้าใจหรอกว่าบ้านแบบไหนเรียกว่าสงบสุข ถ้าถามใบพลูแล้ว ใบพลูว่าอยู่แบบบ้านใบพลูนี่แหล่ะมีความสุขที่สุดแล้ว

        “ไอ้มะเหน่งมันบอกว่า ต้นมะม่วงเป็นของมันตั้งแต่สมัยคุณนายน้ำอบเป็นเจ้าของบ้านแล้ว ดังนั้นตอนนี้มันจะล้อมรั้วบ้าน ต้นมะม่วงก็ต้องเป็นของบ้านมันถึงจะถูก”


น่าแปลกที่มะเหน่งพูดแบบนั้น ลุงของพี่สินทร์ก็ดันไปเข้าข้างมะเหน่งเสียอีกแน่ะ?

........พิลึกจริงๆเลย........


        “ตอนนี้ขนาดอิตำแยกับไอ้มะชดสองตัวที่นอนเฝ้าต้นมะม่วงมาตั้งแต่พ่อมันยังไม่ตาย มันยังเอาไม้ไล่ฟาดให้วิ่งหนีข้ามมาบ้านพี่เลย!!”

        พี่สินทร์เอ่ยถึงสุนัขสองตัวที่อยู่ที่บ้านพี่สินทร์ตอนนี้ อิตำแยกับไอ้มะชดเป็นหมาไร้สัญชาติ จู่ๆมันก็โพล่มาที่ต้นมะม่วงแล้วก็ทำหน้าที่เป็นหมาเฝ้ายามต้นมะม่วงให้สองบ้านมาตลอด ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่จะเห็นว่ามันเป็นหมาของบ้านพี่สินทร์ก็เถอะ

        “พี่ก็ไปฟ้องพ่อกำนันไว้แล้วแหล่ะนะ แต่ดูท่าว่าจะไม่ได้ผลแฮะ..........”

 

.....แต่จะว่าไปแล้วต้นมะม่วงต้นนั้นคนบ้านอื่นก็คิดว่าเป็นของบ้านมะเหน่งมาก็หลายคนอยู่แล้ว.....
 


        สาวใบพลูได้แต่นึกในใจแต่ไม่กล้าพูดออกไปให้อีกฝ่ายฟัง

        .....ก็บ้านพี่สินทร์ดันไม่เคยแสดงตัวว่าเป็นเจ้าของนี่นา..........มีแต่พี่มะเหน่งน่ะแหล่ะปีนมะม่วงขายทุกฤดูเลย แล้วคนที่เอาแต่รดน้ำพรวนดินต้นมะม่วงอย่างพี่สินทร์ ใครเค้าจะรู้ล่ะว่าเป็นเจ้าของด้วยน่ะ...............

        แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่ทำให้พี่สินทร์ร้อนใจจะไม่ใช่แค่เรื่องต้นมะม่วง แต่เป็นที่สวนที่อยู่รอบๆต้นมะม่วงต่างหาก

        “นี่วันนี้คุณนายน้ำอบแกก็พาลูกชายแก คนที่กำลังจะได้เป็นปลัดนั่นแหล่ะมาที่บ้านพี่ พี่ล่ะอยากรู้จริงๆว่าไอ้มะเหน่งมันไปทำอีท่าไหน ถึงได้คุณนายมาช่วยได้ขนาดนี้ ................”

        เสียงของอีกฝ่ายค่อยๆแผ่วลง พร้อมๆกับดวงตาที่ค่อยๆเหม่อลอยออกไปไกลเรื่อยๆ เรื่องที่ดินทำกินมันเป็นปัญหาใหญ่ของคนในละแวกนี้อยู่แล้ว ยิ่งเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ที่ดินที่ไม่ได้มีการแบ่งเขตกันชัดเจนเพราะความไว้ใจกันของคนแก่สมัยก่อน ก็ยิ่งสร้างปัญหาให้กับลูกหลานมากขึ้นเท่านั้น

.
.
.
.
.
.

        เด็กสาวยังคงมองไปตามลำน้ำกว้างถึงแม้อีกฝ่ายจะพายเรือลับหายไปตามคุ้งน้ำแล้วก็ตาม ใบพลูยังคงสงสัยว่าเรื่องที่บ้านพี่สินทร์จะเป็นเช่นไรต่อไป ในเมื่อตอนนี้รั้วก็ได้ถูกมะเหน่งล้อมไปแล้ว การที่พี่สินทร์จะไปรื้อรั้วบ้านมะเหน่งโดนที่ไม่โดนตำรวจจับมันคงจะยากน่าดู...........

        ..........แต่ใบพลูก็จะเอาใจช่วยพี่สินทร์นะ ……..

        เด็กสาวเพียงคิดในใจก่อนนะผุดลุกขึ้นก้าวเดินกลับขึ้นไปบนบ้านเพื่อเตรียมตัวอาบน้ำและทำธุระของตนเองต่อไป................

 

--------------------------------------------------------------------


Free Talk :
อย่างที่บอกไปแล้วนะครับ ไม่ว่าจะอ่านแล้วคิดถึงอะไรก็ตาม มันก็แค่ความคิดของท่านเท่านั้น *-*/ 
 
 
 
 
--------------------------------------------------------------------
ลงครั้งแรกไปที่AFหมวดฟิคชั่น แล้วก็มีแมวตัวนึงบอกว่าให้เอามาลงบล็อคซะแล้วจะมาให้ดาว -3-

ผมเลยถือโอกาสมาอัพบล็อค(ที่ดองข้ามปี)ซะเลย 555 

ถ้าไม่ให้นี่เคืองนะเฟร้ย - -+

ปล. ย้ำอีกครั้ง "อ่านแล้วคิดถึงอะไร นั่นก็คือความคิดของท่านนะครับ ผมไม่เกี่ยว"

edit @ 25 Jul 2008 02:16:19 by Zan~Naz

2007/Nov/04

 หายไปนานก็กลับมาอัพกันด้วย TAGนี่แหล่ะ TAGนี้ผมได้มาจาก Jelphyr แทคมานานพอดูแล้วนะ จากวันที่(555) แต่เอาเถอะ ผมตอบแล้วนี่ไง~

แล้วงวดหลังค่อยมาต่อกันเรื่องเมืองจีน

จริงๆแล้วผมไม่ได้ไปงานหนังสือมาสองรอบแล้วนะ ตลอดปีนี้ เพราะติดภารกิจไปเมืองจีน(คุนหมิง)ตลอด

อัพคราวนี้เอาจากประสบการณ์เก่าก็แล้วกันนะ?

.

.

Tag : นานาทัศนะกับงานลดราคาหนังสือแห่งชาติ

คุณคิดอย่างไรกับงานลดราคาหนังสือแห่งชาติ?

- มันคือตลาดหนังสือขนาดยักษ์ประจำปี - -"  มหกรรมทรัพย์จางแห่งชาติ  งานฉีกกระเป๋าสตางค์ และอื่นๆอีกมากมายฯลฯ เพิ่งจะมาช่วงหลังๆนี่ล่ะมั้งที่มันเป็นมหกรรมหางานแห่งชาติ
ผมไม่ค่อยชอบงานหนังสือในช่วงปีหลังๆเท่าไหร่น่ะนะ รู้สึกว่ามันขาดบรรยากาศความเป็นงานหนังสือที่ผมเคยเดินตั้งแต่เด็กๆไป แต่นอกจากที่ว่ามีแต่คนมาแจกลายเซ็นกันเต็มไปหมดกับหนังสือพิลึกๆติดเบสเซลเลอร์(ติดจากที่ไหนวะ ไหนว่าขายที่นี่ครั้งแรก???)แล้ว ผมเองก็บอกไม่ได้เหมือนกันน่ะว่าทำไม?

.

คุณรอซื้อหนังสือปีละ 2 ครั้งหรือไม่?

- ไม่...เพราะเป็นพวกถ้าอยากได้ก็จะซื้อเลย เว้นแต่จะอยากได้ตอนใกล้จะมีงานแล้วหรือราคามันแพงมากไป ผมไม่ใช่พวกรอซื้อทียกชุดด้วยเหมือนกัน ดังนั้นก็เลยมักจะมายืนสลดเกือบทุกรอบเวลามันมีขายหนังสือยกชุดแล้วลดราคาสะบั้นหั่นแหลกแถมกล่องแถมถุงแถมบลาๆๆๆฯลฯ แต่ทำไงได้ คนมันซื้อไปแล้วนี่หว่า OTL........

ในฐานะผู้บริโภคแล้ว การลดราคามีผลต่อการซื้อไหม?

- มีแหงๆล่ะ มีใครบ้างที่จะไม่อยากซื้อของที่ราคาถูกกว่า ถ้าคุณภาพเหมือนกัน? เรียกง่ายๆสำหรับทางหนังสือแล้ว มันก็คือเล่มเดียวกันที่ราคาถูกกว่านั่นแหล่ะ เว้นแต่ผมจะอยากได้มากๆ ผมก็จะไม่รอให้ลดราคาน่ะนะ แต่จะซื้อตั้งแต่เจอเลย
แต่อย่างว่าแหล่ะ ผมมองว่าหลังๆนี้หนังสือไร้คุณภาพมันเยอะขึ้น ก็เลยรู้สึกว่าหลายๆเล่มราคาต้นมันแพงเกินคุณภาพอยู่มากโข การลดราคาในงานหนังสือเลยดูเหมือนลดลงมาขายในราคาที่เหมาะสมกับคุณภาพมัน ไม่ต้องอ้างว่าใช้กระดาษถนอมสายตา บลาๆๆๆฯลฯ ราคาหนังสือมันก็แพงขึ้นจนน่ากลัวขึ้นทุกปีนั่นแหล่ะ? หรือไม่จริง??

. 

หนังสือบางเล่มที่ลดราคากระหน่ำนั้นน่าคิดหรือไม่ว่าตั้งราคาเผื่อลดแล้วหรืออย่างไร? หรือราคาสมเหตุสมผลที่แท้จริงของหนังสือ จะหาซื้อได้ก็แต่ในงานลดราคาหนังสือเท่านั้น?

- ผมคิดว่าจริงสำหรับบางกรณีนะ แต่ก็อย่างว่า ค่าครองชีพมันแพงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ราคาของมันแพงขึ้น แต่ก็ต้องอย่าลืมว่าช่วงที่ค่าครองชีพมันลดลง ราคาของที่ขึ้นไปแล้วมันไม่ได้กลับลงมาด้วยนิ? ดังนั้นเรื่องของราคาต้นทุนต่างๆที่อ้างว่าเพิ่มขึ้นมั่งอะไรมั่งนั่น มันก็แค่ข้ออ้างเท่านั้นแหล่ะ (แต่ก็อย่างที่บอกนะครับ ว่าในบางกรณี บางเรื่องมันก็แพงจริงๆอย่างที่เค้าว่านั่นแหล่ะ) แต่ผมก็เคยนึกนะ ว่าอย่างพวกหนังสือแปล ที่ว่าไปซื้อลิขสิทธิ์กันมาแพงๆนั่น มันแพงจริงๆหรือว่าคนไปซื้อเค้าไปรู้จักต่อราคาของฟระ - -" เพราะผมมองหนังสือของจีน คุณภาพกระดาษเค้าดีกว่าของทางเรา(ถ้าทางเราบอกว่ากระดาษถนอมสายตาดีกว่าและแพงกว่านะ) แต่หนังสือของจีน ถูกกว่าของเราอย่างน้อยๆก็30% ไม่นับหลายๆเล่มที่ราคาค้าขายจริงๆถูกกว่าเราเกิน50%
หนังสือมันกลายเป็นเรื่องของธุรกิจและค่านิยมกันมากขึ้น จนกลายเป็นว่าแทนที่หนังสือจะถูกลงเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ แต่การสนับสนุนการเรียนรู้กลับทำให้หนังสือราคาแพงขึ้นแทนเพราะคนหันมาซื้อหนังสือกันมากขึ้น
งงดี เหอๆ

.

 

ผมคงไม่มีใครที่จะให้แทคต่อแล้วล่ะครับ มันคงจบที่ผมเนี่ยแหล่ะ

เอาเป็นว่าผมแทคต่อให้ใครก็ตามที่อยากทำก็แล้วกันครับ - -/

edit @ 4 Nov 2007 00:46:45 by Zan~Naz



Zander Feramiz
View full profile